ควายคือชีวิตของคนไทยและชาวนาไทย


ควายคือชีวิตของคนไทยและชาวนาไทย
ควายคือชีวิตของคนไทย” ความใกล้ชิดระหว่าง “ควายกับคน” จะแตกต่างกับสุนัข หรือแมว ที่เลี้ยงดูไว้เพื่อจุดประสงค์หนึ่งเพราะเราถือว่าควายเป็นสัตว์มีบุญคุณ และได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงโบราณมีพิธีทำขวัญควาย โดยเมื่อเสร็จจากฤดูไถหว่านแล้ว จะประกอบพิธีทำขวัญให้กับควาย มีการกล่าว โองการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือในการทำมาหากิน ช่วยเหลือแรงงานด้านต่าง ๆ เสร็จแล้วจะมีการจัดหาหญ้าอ่อน น้ำสะอาดเลี้ยงดูให้กับควายมีหลายคนเรียกควายว่า “ลูก” สมัยก่อนจะไม่มีการฆ่าควายเพื่อกินเนื้อเป็นอาหาร ทุกบ้านจะเลี้ยงดูจนแก่เฒ่า และปล่อยให้ตายเอง จึงจะยอมชำแหละเนื้อมาเป็นอาหาร แต่เก็บเขาเอาไว้เป็นที่ระลึก ว่าได้เคยช่วยเหลืองานมา และจดจำชื่อไว้ว่าเป็นเขาของควายตัวใด ๆ และเกิดประเพณีสะสมเขาควายต่อมาโลกเจริญก้าวหน้า มีวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ สังคมเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสังคมเกษตรในประเทศไทยจากที่เคยใช้ควายไถนา คราดนา ลากเกวียน นวดข้าว เปลี่ยนเป็นเครื่องจักร เครื่องนวดข้าว บทบาทของควายภาคเกษตรหมดลงโดยสิ้นเชิง “น่าใจหาย” บทบาทใหม่ของควายล่ะ คืออะไร……จากสัตว์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ ช่วยเหลืองานทุกครัวเรือนเอาใจใส่ เลี้ยงดูเป็นอย่างดี สุมไฟให้เพื่อป้องกันยุง หาหญ้า หาน้ำ เพื่อเลี้ยงดู อยู่กินอย่างเป็นเพื่อน ไม่น่าเลยคนใจร้ายทำได้ “เห็นหน้ากัน อยู่ หลัด ๆ กินเสียได้” ปัจจุบันควายถูกเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจ คือเลี้ยงเพื่อส่งขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ไม่มีการชะลอหรือละเว้น ควายหมดจากประเทศไทยแน่ ๆ เด็กรุ่นหลังคงรู้จักควายจาก อนุสาวรีย์ หรือรูปภาพเท่านั้นโครงการ “บ้านควาย” ดำเนินการอยู่ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปลุกสำนึกให้กับพี่น้องประชาชนได้ระลึกถึง “ควาย” สัตว์ที่มีบุญคุณ ช่วยในการส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชน และยังส่งเสริมและอนุรักษ์ให้ควายเป็นสัตว์ที่ได้รับความสนใจ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณค่า เพราะไม่แน่ว่าวันข้างหน้าควายอาจกลับมามีบทบาทต่อชีวิตของพี่น้องเกษตรกร อีกก็ได้
“วันนี้ดูไร้ค่า ที่ผ่านมาเคยช่วยชาติ”

ข้อความนี้ถูกเขียนใน บทความสาระน่ารู้เกี่ยวกับชาวนาไทย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับไปที่ ควายคือชีวิตของคนไทยและชาวนาไทย

  1. ab พูดว่า:

    สารคดี เรื่อง ชีวิตชาวนากับควายไทย
    ข้าว คือ อาหารหลักของคนไทยมาตั้งแต่อดีตกาล ชีวิตคนไทยขาดข้าวไม่ได้ แล้วมีใครรู้บ้างไหมว่า… กว่าจะมาเป็นข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ มีความเป็นมาอย่างไร ศรีสะเกษ คือ จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา หลายคนเคยได้ยินคำว่า “ทำนา” หลายคนรู้ว่า ทำนาแล้วจะได้ข้าว ลองมาดูกันสิว่า ข้าวมาจากไหน และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของชาวนา คือ ควาย….
    ร่างสีเทาปกคลุมด้วยขนบางสีน้ำตาลทองของควายบุญดอก เดินเหยาะย่างตรงมายังลานบ้าน และหยุดลงตรงหน้าตูบ เขาของมันม้วนโค้งเป็นวงแคบ เชือก ๒ เส้นคล้องไว้รอบๆ หัวและจมูก
    ควายบุญพลอยกำลังกินหญ้าแห้ง
    “คุก คุก”
    เสียงสั่นของลุงพร ชาวนาไทยในวัย ๗๐ เศษ ผู้ฝึกควายบุญดอก ควายหนุ่มวัย ๗ ปี ค่อยๆ คุกตัวลง “นอน นอน” เสียงลุงพรสั่งอีกครั้ง ด้วยภาษาที่สื่อกันระหว่างคนกับควาย จากการฝึกฝนที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรัก บุญดอกที่น้ำหนักราว ๗๐๐ กิโลกรัม ค่อยๆ นอนลงเหยียดขาไปบนพื้นลานดินนั้น
    “เอ้อ ดีเน่อ ดีเน่อ”
    ลุงพรร้องชม ขณะเดียวกันก็ลงไปนอนพิงบุญดอกพร้อมกับเอามือลูบตัวจองมัน สองนาย-บ่าว ชาวนากับควาย ชีวิตซึ่งความรักและสายสัมพันธ์ผูกพันอย่างลึกซึ้ง

    ณ บ้านบัวหุ่ง ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหมู่บ้าน
    คนไทยคุ้นเคยกับควายมานานพอๆ กับรู้จักชาวนาและการทำนาปลูกข้าว เป็นเวลานานหลายพันปีนับแต่มนุษย์เริ่มใช้ควายไถนา เมืองไทยมีหลักฐานการเลี้ยงควายของชุมชนโบราณที่บ้านเชียงมาประมาณ ๕,๐๐๐ ปี ในตอนกลางของประเทศจีน มนุษย์ได้นำความมาใช้งานเมื่อประมาณ ๗๐๐๐ ปีก่อน และทางเหนือของประเทศอินเดียบริเวณหุบเขาอินดัส พบร่องรอยการเลี้ยงควายมาไม่ต่ำกว่า ๔๕๐๐ ปี คนจีนเรียกควายว่า “สุ่นหนิว” คนมาเลเซียเรียก “เกอร์เบา” และในภาษาฟิลิปปินส์คาราบาวแปลว่า ควาย แอ๊ด-ยืนยง โอภากุลเคยกล่าวว่า “…ปัญหาของควายคล้ายกับปัญหาของชาวนา ทั้งคู่เป็นผู้ที่เสียสละให้สังคม ปลูกข้าวให้คนอื่นกิน ในขณะที่ตัวเองมีความทุกข์ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกตราหน้าว่าโง่เหมือนควาน แต่ก็ไม่เคยปริปากบ่น ผมแต่งเพลงมีเรื่องราวเกี่ยวกับควายเพื่อแสดงให้เห็นถึงคนที่ทำงานหนักเหมือนควาย รู้คุณคนเหมือนควาย แต่แทนที่จะได้ดีบ้าง กลับถูกคนอื่นรังแก”
    ตลอดชีวิตของควายที่ให้คุณแก่มนุษย์ ไม่เพียงแต่ช่วยเตรียมดิน ช่วยไถนา นวดข้าว และลากเกวียน แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีของชาวนา เป็นเพื่อนเล่นของเด็กๆ พวกเขาเลี้ยงควายไว้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และช่วยสร้างฐานะครอบครัวมาด้วยกัน เป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ที่ไม่ต้องฝากธนาคารแต่ก็มีแรงงานที่งอกเป็นดอกเบี้ยให้ข้าวออกรวงเป็นเม็ดพราว พวกเขาคอยดูแลให้น้ำให้หญ้า พาไปอาบน้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวนาบางคนถึงกับกางมุ้งให้ควายนอน ขณะเดียวกันก็เป็นสัตว์ที่คนในเมืองเปรียบเปรยว่า “โง่เหมือนควาย” หากแท้จริงแล้วควายเป็นดังที่เปรียบเปรยไว้จริงหรือ
    “ควายมันก็ฮู้ภาษานะก่ะ” ลุงพรบอกเล่า “ตอนไถนาลุงอู้ “หุยๆ” เปิ้นก็เริ่มลากคันไถ ลุงอู้ให้เปิ้นเลี้ยวซ้าย “ซ้าย ซ้าย” แล้วก็ดึงเชือกเปิ้นก็เลี้ยวซ้าย พอลุงว่า “จุ๊ๆ” เปิ้นก็หยุดนะก่ะ”
    ในสายตาของชาวนา ควายเป็นสัตว์ฉลาดที่จะนำมาฝึกฝนใช้งานได้ และแน่นอนสัตว์ตัวไหนที่มนุษย์สามารถใช้ฝึกงานได้ สัตว์ตัวนั้นก็ไม่เหมือนอย่างที่คนเปรียบเปรยไว้ เพียงแต่มันพูดไม่ได้ หรือบางคนไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจมัน ในขณะที่ลุงพรบอกว่า “ควายบางตัวก็โง่ แต่คนโง่กว่าควายก็มีเยอะเน่อ”
    แต่ละเช้า เมื่อฟ้าเริ่มสาง ลุงพรและชาวนาอีก ๗-๘ คน จะนำควายบุญดอกและเพื่อนๆ ของมันออกจากคอกเดินไปกินหญ้า บางตัวกินหญ้าอยู่บริเวณใกล้คอก ที่พวกเขาหอบเอาฟางข้าวที่สุมเก็บไว้ให้มันกิน บางตัวก็ถูกจูงไปกลางทุ่ง มันจะเดินวนเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ รอบๆ บริเวณนั้น เราสังเกตว่าหากไม่มีงานอื่นใด ลุงพรจะเป็นคนจัดแจงพาควายบุญดอกไปหาหญ้ากินด้วยตนเอง พอสายๆ ก็พามันไปแช่หนองน้ำ บุญดอกเป็นควายพันธุ์แม่น้ำ บ้านเราเรียกว่า “ควายแขก” มีสีดำหรือสีเทาเข้ม ชอบนอนแช่น้ำในลำคลองมากกว่าในปลัก นิยมเลี้ยงกันมากในแถบประเทศอินเดีย ปากีสถาน อียิปต์ และยุโรป ควายแขกเป็นควายที่เลี้ยงไว้ให้นมมากกว่าไว้ใช้งาน เพราะควายแขกมีน้ำนมมาก
    ชาวนาบางคนก็จูงเพื่อนของบุญดอกเดินไปนา ควายที่ถูกฝึกมาดีจะไถนาไปเรื่อยๆ โดยไม่เที่ยวซุกซนแวะแทะเล็มหญ้าในระหว่างทำหน้าที่ ชาวนาคนหนึ่งบอกว่า “วันหนึ่งมันจะทำงานได้สามงาน แต่มันก็บ่แน่น่ะก่ะ จะไถได้เท่าใด ถ้าดินแน่นก็ไถยากน่อ” เขาเล่าให้ฟังว่า เมื่อกลิ่นไอของฤดูฝนมาเยือน พวกเขาจะให้ควายเตรียมดินก่อนการไถนา เพื่อพลิกดินชั้นล่างขึ้นมาให้ดินร่วนซุย เป็นการพลิกเอาวัชพืชที่ปกคลุมดินให้ลงไปอยู่ใต้ดินเพื่อเป็นปุ๋ย จากนั้นพวกเขาก็จะหว่านเมล็ดข้าวเพื่อเพาะเป็นต้นกล้า
    พอแดดสายเริ่มร้อนชาวนาจะปล่อยให้ควายพักผ่อนกินหญ้า หากแดดแรงพวกมันก็จะไปนอนแช่โคลนในปลัก ควายพันธุ์นี้เราเรียกว่า “ควายปลัก” มีสองสี คือสีเทาดำและสีเผือก ตัวเล็กกว่าควายแขก เป็นควายที่อดทนและแข็งแรง นิยมเลี้ยงกันในแถบเอเชียอาคเนย์และประเทศจีน ควายปลักเป็นควายขี้ร้อน เพราะมีต่อมเหงื่อระบายอากาศน้อยและหนังหนา มันจึงชอบนอนแช่โคลนในปัก ความชื้นจากโคลนจะช่วยอุ้มให้ตัวมันเย็นสบาย เช่นเดียวกับคนเราที่ชอบประแป้งน้ำให้เย็นตัวในหน้าร้อน
    ในวันหนึ่งๆ ควายจะทำงานตลอดช่วงเช้า เมื่อแดดเที่ยงก็จะเที่ยวเล็มหญ้าเก็บเข้าไปในกระเพาะ และเมื่อมันกลับมาพักก็จะสำรอกหญ้าที่กินออกมาเคี้ยวผสมกับน้ำลายในช่องปากเพื่อบดให้ละเอียดอีกครั้ง ที่เราเรียกกันว่า “เคี้ยวเอื้อง” แล้วมันก็จะกลืนหญ้ากลับเข้าไปในกระเพาะที่มีอยู่ ๔ กระเพาะ คือ กระเพาะดอกจอก กระเพาะผ้าขี้ริ้ว ซึ่งเป็นกระเพาะใหญ่ที่สุด กระเพาะสามสิบกลีบ และกระเพาะธรรมดา
    สายสัมพันธ์อันนานปีของชาวนากับควาย ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะนำเอาความอุดมสมบูรณ์ใส่ลงไปในท้องนาก่อนปลูกข้าว ลุงพรบอกว่าขี้ควายมีประโยชน์มหาศาล หากเดินทางไปภาคอีสาน เราจะเห็นกองสีดำหลายๆ กองในที่นาแต่ละแปลง เป็นกองขี้ควาย ซึ่งช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้แก่พื้นดิน เป็นปุ๋ยคอกอย่างดี เพราะมีทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม เหล่านี้จะช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้สิ่งมีชีวิตในดิน ให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้มาก

    หนูน้อยจากกรุงเทพฯ น้องแพต ขี่หลังควายชมทุ่ง
    “ตอนนี้เจ้าบุญดอกก็มีเพื่อนใหม่เพิ่มมาอีก ๓ ตัว อยู่ทางปู้นก่ะ” ลุงพรชี้ไปทางเหนือของไร่ เป็นนากว้าง มีเถียงนาและเรือนชาวนาตั้งอยู่ ลุงพรหมายถึงควายตัวเมียที่เพิ่งออกลูก ความรักของควายนั้น เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ ๔ เข้าสู่วัยหนุ่ม ควายหนุ่มในวัยคึกคะนองก็อยากจะมีคู่ครองเช่นกัน ลุงพรเล่าให้เราฟังว่า ควายตัวเมียจะตั้งท้องนาน ๑๐ กว่าเดือน มันจะให้ลูกได้อีกประมาณ ๓ ปี ต่อลูก ๒ ตัว ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันเป็นฝูงอย่างควาย ธรรมชาติให้โอกาสตัวผู้มีคู่ได้หลายตัว แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยินยอมของควายตัวเมีย ควายตัวผู้เมื่อมันเดินไปหาควายตัวเมีย หากควายตัวเมียไม่มีใจให้แล้ว ควายสาวก็จะเดินหนีไปทันที เพราะสัญชาตญาณในระหว่างสัตว์ด้วยกันแล้ว จะไม่มีการขืนใจกันเป็นอันขาด
    “ไปเถาะ ขวายแล้ว” แล้วลุงพรกับชาวนาอีกสี่ห้าคนก็เดินจูงควายหนุ่มผู้เรียบร้อยและแสนเชื่องกลับไปยังคอก เพื่อเตรียมการแสดงให้นักท่องเที่ยวชม คือ เรื่องราวชีวิตชาวนากับควาย ที่เราได้พบเห็นที่ “บ้านควายไทย” แห่งบ้านเหมืองผ่า ตำบลริมเหนือ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    คุณพรสรวง โพธิ์ทอง เป็นหนุ่มในกลุ่มคนเล็กๆ ๖ คน ที่ร่วมสร้าง “บ้านบัวหุ่ง” ขึ้น เล่าให้ฟังว่า “เราต้องการสืบทอดวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทยให้คงอยู่ จึงรวมกันรังสรรค์ความฝันนี้ขึ้นมาให้เป็นจริง ร่วมกันทำกิจกรรมที่น่าสนใจ ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศชม เป็นแหล่งที่แสดงชีวิตชาวนาชนบทไทย พอทำแล้วมันชัดขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครพูดถึงและนำเสนอ แต่มันเป็นเหมือนกับคำถามที่นักท่องเที่ยวเขาอยากจะดู แต่ทุกวันนี้กลับหาดูได้ยาก ก็คุยกับบริษัททัวร์ ฝรั่งอยากดูควายไถนา เขาขับรถจากเชียงใหม่ไปเชียงราย หาไม่ได้ เพราะมีแต่แทรกเตอร์ วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไป เป็นยุคอุตสาหกรรมการเกษตร”
    เราไม่แปลกใจเลย เพราะทุกวันนี้ตามท้องนาส่วนใหญ่จะมีควายเหล็กเข้ามาแทนที่ และนับวันจะมีมากขึ้น ควายก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลงไป เมื่อเริ่มรับแนวคิด “การปฏิวัติเขียว” จากประเทศตะวันตกมาใช้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ แนวความคิดที่สำคัญส่วนหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงผลิตข้าวจากการผลิตเพื่อบริโภคมาเป็นการผลิตเพื่อการค้าและส่งออก จากการใช้แรงงานคนและสัตว์มาเป็นเครื่องจักร เพื่อผลิตข้าวได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะภาคกลางที่ทำนาปีละ ๒ ครั้ง จึงต้องอาศัยควายเหล็กเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะสามารถทำนาได้ถึงวันละ ๓-๕ ไร่ ในขณะที่ควายเนื้อทำนาได้วันละ ๓ งาน (๑ ไร่) เท่านั้น
    และอีกไม่นานภาพของควายไถนา คงเพียงแต่ปรากฏอยู่บนแผ่นฟิล์ม หรือเป็นตำนานเล่าขานสู่กันฟัง เรานึกถึงควายบุญดอกละเพื่อนๆ ของมัน เปิ้นจะรู้ไหมว่า ชาวนาหันมาใช้ควายเหล็กกันมากขึ้น มันคงแปลกใจที่เพื่อนพ้องน้องพี่ของมันหายหน้าไปเกือบหมด
    คุณพรสรวงนำเราเดินเรื่อยเปื่อยไปบนเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ผ่านเรือนชาวนาทางเหนือที่ไม่สูงมาก เป็นเรือนเครื่องผูกกอปรขึ้นเป็นรูปทรงง่ายๆ ขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่สอดรัดด้วยเส้นหวายเพื่อผูกมัดส่วนต่างๆ ด้านหน้าเป็นระเบียงเอนกประสงค์ด้านหลังเป็นหลับนอน โดยมีฝาเรือนคั่นเป็นฝาแบบขัดแตะ พื้นเรือนปูด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตองตึง บนเรือนมีขาวนาไทย ๓ คนนั่งเล่นสะล้อ ซึง และเป่าขลุ่ย ลำนำเพลงแห่งท้องทุ่งขับกล่อม
    “ความคิดแบบชนบทไทยมีคนพูดมามาก แต่ไม่มีใครทำ มองไม่ออกว่ารูปแบบอกมายังไง ผมก็เลยรู้สึกว่าควายน่าจะนำมาเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งในการจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ ควายเป็นตัวแทนสัญลักษณ์วัฒนธรรมชนบทไทย ก็คือมีควาย ชีวิตชาวนา และก็การทำนา เพราะฉะนั้นที่นี่พอเราเข้าใจ เราก็ทำให้มันสมบูรณ์แบบ เป็นการแสดงออกถึงรากฐานชีวิตชนบทไทยว่าเป็นมาอย่างไร การตีข้าว ตำข้าว ฝัดข้าว การทำนา ปลูกข้าว และก็ควาย อย่างตรงนี้ของเล่นพื้นบ้าน และก็ที่หัดเดินของเด็ก จับแล้วจะหมุนไปรอบๆ และเวลาพ่อแม่ไปตำข้าว ลูกคนโตก็หัดตำครกเด็ก นี่คือวิถีชีวิตจริงๆ ของคน ซึ่งเราสามารถที่จะเล่าให้นักท่องเที่ยวฟังได้ว่าชาวนาเขาคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อย่างนี้
    หรืออย่างเรือนชาวนาจะไม่สูงมากเพราะอากาศเย็น พื้นบ้านก็ทำด้วยไม้ไผ่ นักท่องเที่ยวเขาก็ถามว่า ไม่มีฟูกเหรอ เราก็บอกไม้ไผ่นี่แหละฟูก เพราะมันมีความยืดหยุ่นในตัว มันไม่แข็ง เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ใบตองตึงก็เช่นกัน ทำไมคนชอบหลังคาตองตึง ข้อดีคือถ้าโดนสะเก็ดไฟมันจะลามออกเป็นวงแล้วก็หยุด แต่ถ้าเป็น คา จะไปหมด แต่หลังคาแบบนี้ต้องซ่อมทุกปี และต้องเปลี่ยนหมดทุก ๒ ปี เราก็เล่าให้นักท่องเที่ยวฟัง”
    บริเวณรอบๆ เรือนชาวนา มองเห็นกองฟาง เสวียนข้าวหรือยุ้งข้าว คุตีข้าว คันไถ ครกกระเดื่องตำข้าว ระหัดวิดน้ำ เครื่องหีบอ้อย รวมทั้งอุปกรณ์จับปลาในทุ่ง เลยออกไปเป็นกล้าข้าวสีเขียว ที่เกิดจากแรงงานควายในขั้นแรก ชาวนาจะพาควายไปบนพื้นที่นาที่มีน้ำขัง แล้วให้ควายเดินย่ำดินจนเละเป็นโคลนตม เพื่อให้สภาพดินเหมาะแก่การปลูกต้นข้าว จนพัฒนามาเป็นการนำควายมาใส่แอกเพื่อไถนา ไถดะ และไถคราด คุณพรสรวงบอกว่า
    “ถ้าอยากจะลงไปดำนาก็ได้ ถ้าคุณพร้อมที่จะเลอะ ด้วยความยินดี หรือช่วงหน้าเกี่ยวเราก็ให้เกี่ยว คือเราให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมอยู่แล้ว แม้กระทั่งขี่ควาย มีคนเสนอว่าขี่ควายเอาเป็นควายลากเกวียน เราก็ไม่เอา ขี่ควายนี่เป็นแบบ โอ้โอ สุดยอดเลย คุณจะได้รับรู้ความรู้สึก คุณจะได้สัมผัสและเข้าใจว่าการขี่ควายมันมีรสชาติยังไง เพราะควายเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่คุณสามารถขี่ได้โดยไม่ต้องใส่อาน คุณสัมผัสมันเต็มๆ เลย สะโพกของเขาจะกลมกว้าง จุดข้างหลังเป็นจุดที่สมดุล ผมว่าควายเขามีความน่ารักของเขา มีเสน่ห์ในตัวของเขา”
    สัตว์รูปร่างบึกบึนเช่นควายมักคิดกันน่าจะเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างดุร้าย แม้ในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผน ก็มีตอนหนึ่งพาดพิงถึงควายว่า พ่อของขุนแผนทำหน้าที่ไล่ต้อนควายป่าให้พระพันวษา ปรากฎว่าฝูงควายแตกตื่นแสดงความดุร้าย ขุนไกรพ่อของขุนแผนจึงฆ่าควายตายเป็นจำนวนมากต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้พระพันวษากริ้ว จึงสั่งประหารชีวิตขุนไกร
    ความจริงแล้วนิสัยของควายเป็นสัตว์ใจดี เชื่องและอ่อนโยน นักวิทยาศาสตร์พบว่าควายมีระดับของฮอร์โมนแอดรินารินต่ำ จึงไม่ค่อยโกรธง่าย เด็กหรือผู้หญิงก็ยังสามารถเลี้ยงควายได้ ขี่หลังเล่นได้ หรืออยากจูงควายไปไหนมันก็เดินตามไป ไม่ขัดข้อง ขัดขืน และไม่ทำร้ายใคร
    ใกล้กับเรือนชาวนา เป็นโรงเรือนมีเสวียนข้าวแบบโบราณ (ยุ้งข้าว) สำหรับเก็บข้าวเปลือก สานด้วยไม้ไผ่ใช้ขี้ควายโปะเพื่อความแข็งแรง และให้อากาศโปร่ง มีสายตาซื่อๆ สองคู่มองมาที่เรา ดวงตาของมันใสแป๋วเหมือนตากวางเจ้าของดวงตาซื่อๆ ตัวหนึ่ง ชื่อ ควายบุญเพชรลอยคออยู่ในหนองน้ำ และบุญพลอยกำลังกินหญ้า ชื่อของควายที่นี่แต่ละตัวจะขึ้นต้นด้วย บุญ ทุกตัว คุณพรสรวงบอกให้ฟังว่า
    “ควายที่นี่มีทั้งหมด ๒๘ ตัว เป็นควายที่เราซื้อมา ๒๑ ตัว บริจาคมา ๔ ตัว ออกลูกมาอีก ๓ ตัว คือเรามองว่าควายที่มาอยู่ที่นี่ซื้อมาจากตลาด ถ้าเราไม่ไปซื้อก็จะมีคนซื้อไปขุนให้อ้วนเพื่อไปขายให้โรงฆ่าสัตว์ จากตัวเลขของกรมปศุสัตว์ ๑๒ ปีก่อนมี ๖ ล้านตัว ปีล่าสุดเหลือแค่ ๙ แสนตัว เพราะควายถูกส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์ปีละ ๔ แสนกว่าตัว ซึ่งเกิดจากควายที่เลี้ยงส่วนหนึ่ง และจากการนำเข้าทางชายแดนอีกส่วนหนึ่ง พูดถึงเฉพาะสถิติผ่านโรงฆ่าสัตว์นะ แต่ถ้า “ล้ม” เพื่องานฉลองในหมู่บ้าน อีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่ขณะที่คุณมาที่นี่คุณจะได้เห็น ขณะเดียวกันคุณก็จะได้ฟังเสียงควายเป็นครั้งแรกในชีวิต ผมว่าคนไม่รู้นะว่าควายร้องยังไง เพราะฉะนั้นการที่เราไปซื้อควายทุกตัวที่มาอยู่กับเรา เขาก็รอดพ้นก็เพรียกว่าเขามีบุญ จะมีบุญรัก บุญดอก บุญเผือก”
    เราถูกสอนมาว่า “ชาวนามีบุญคุณกับคนไทยเพราะปลูกข้าวให้เรากินฉันใด ควายก็มีบุญคุณกับเราฉันนั้น” บุญคุณจากแรงงานควาย หลายคนอาจมองข้าม และจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าการเลี้ยงควายได้ช่วยขัดเกลาจิตใจของพวกเขาให้อ่อนโยน สอนให้ชาวนาได้รู้จักการสร้างบุญคุณโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แสดงถึงจิตน้ำใจอันงดงามของชาวชนบทที่งอกงามเหนือชาวเมืองยิ่งนัก สักวันหนึ่งเราคงต้องสั่งควายจากต่างประเทศมา ทั้งที่เรามีควายมากเป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย และเป็นสัตว์เลี้ยงที่ควบคู่กับชีวิตคนไทยมาหลายพันปี ดังนั้นก่อนที่ควายจะหายสาบสูญไปจากความรู้สึกของคน “บ้านควายไทย” จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ถึงคุณค่าของสัตว์เลี้ยงที่น่ารักและซื่อสัตย์ ทุกวันนี้ในบางแห่งยังมีพิธี “บุญสู่ขวัญควาย” เพื่อสำนึกถึงคุณประโยชน์ เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้มีคุณ และขอขมาลาโทษหากได้มีการเฆี่ยนตีควายระหว่างการไถนา ตลอดจนเป็นขวัญให้แก่ควาย เพื่อให้ อยู่ดีมีแฮง และมีกำลังใจต่อการทำงานในฝนหน้าที่จะมาถึง
    เราเดินทางกลับมานั่งพักที่ตูบสำหรับนั่งชมการแสดง กิจกรรมประจำวันที่ บ้านควายไทย เริ่มขึ้นในเวลา ๑๘,๒๐ -๐๙.๐๐ น. และ ๑๕,๐๐-๑๖.๓๐ น. เริ่มต้นด้วยการแสดงดนตรีพื้นบ้าน สะล้อ ซึง และเป่าขลุ่ย บนหลังควายให้ชม เป็นภาพชีวิตชาวนาหลังเสร็จสิ้นงานประจำวัน ชมการฝึกควายในน้ำและบนบก วิธีการขึ้นหลังควายทั้งด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง จากนั้นเป็นการแสดงการใช้แรงงานควายวิดน้ำเข้านา ใช้แรงงานควายในการหีบอ้อย กิจกรรมการวิ่งแข่งควาย และจบลงด้วยการขี่ควายชมทุ่ง
    คุณพรสรวงเล่าถึงวิธีการฝึกควายให้ฟังว่า เมื่อควายเริ่มอายุ ๑ ปี หลังจากหย่านมแม่แล้วก็จะเริ่มฝึก โดยนำชื่อ มาครอบปาก เพื่อให้จูงลูกควายได้ หลังจากนั้นพอเริ่ม ๒ ปี จึงฝึกในน้ำ ช่วงนี้จะใช้เวลานานกว่า ๓ เดือน ลูกควายจึงจะทำได้อย่างที่สอน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะของการย่ำเท้าลงไปในแปลงนา เพื่อเตรียมดินสำหรับหว่านต้นกล้าและขั้นตอนการไถนาทุกอย่าง และฝึกให้ชินกับการมีคนนั่งบนหลังควาย สร้างความคุ้นเคยระหว่างคนกับควาย จนสามารถขึ้นไปนอนหลับบนหลังควายได้ จากนั้นจึงฝึกบนบก เดินไปทางซ้าย ทางขวา คุกเข่าลง นอนลง เป็นการพยายามสื่อกันว่าถ้าบอกอย่างนี้ต้องการให้เข้าทำอะไร
    - หุยๆ หมายถึง เดินไปข้างหน้า
    - จุ๊ๆ หมายถึง หยุด
    - ซ้ายๆ หมายถึง ไปทางซ้าย
    - ขวาๆ หมายถึงไปทางขวา
    หลังควายรู้ทิศทางก็จะฝึกเทียมไถ โดยนำแอกเข้าทีบ่า มีคนดึงอยู่ข้างหน้าและข้างหลัง ใช้เวลาฝึกวันละ ๑๕ นาที ๓๐ นาที เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนพร้อมที่จะเทียมไถย่ำเท้าลงไปในแปลงนา
    “ที่ชอบที่สุด คือช่วงอริยาบถระหว่างชาวนากับควาย ไม่ใช่ฝึกอย่างเดียว ถึงที่สุดแล้วชาวนากับควาย เมื่อดำเนินมาอย่างยาวนานก็มีการแสดงออกถึงความผูกพันเป็นพิเศษ ผมกำลังคิดว่า ต่อไปถ้าที่นี่ไปได้เรื่อยๆ อาจจะทำเป็น Fram Stay และก็ขี่ควายเดินลัดเลาะไปตามหมู่บ้าน เช่นเดียวกับขี่ช้าง”
    ธรรมชาติรอบข้างของ บ้านควายไทย มีนาข้าวอยู่ด้านหนึ่ง และคอกควายที่อยู่ไปทางด้านใต้ ด้านเหนือเป็นนากว้างและเรือนชาวนาพร้อมกับลานบ้านกว้าง รอบนอกเป็นภาพท้องทุ่งนาสีเขียว ทำให้นึกถึงจินตนาการภาพวาดธรรมชาติของเด็กๆ ที่มักจะถ่ายทอดออกมาเป็นกระหม่อมหลังเล็กๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในท้องทุ่ง กลางทุ่งมีฝูงควายและเขาสูงเป็นฉากหลัง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าใส มีเมฆขาวและดวงอาทิตย์เปล่งรัศมีเหนือทิวเขา ฝูงนกบินเรียงแถวประดับบนท้องฟ้า นี่แหละ ภาพชีวิตชนบทในอดีต ที่สุดแสนจะงดงามสำหรับวัยเด็ก
    มาวันนี้ภาพชีวิตท้องทุ่งนาของวันวารบางคนอาจหลงลืม จริงอยู่ที่วันวารผ่านพ้นไปแล้ว…แต่คนเราก็มีสิทธิ์ที่จะ “เก็บ” บางสิ่งบางอย่างของ “วันวาน” นั้นไว้ได้ ถึงแท้จะไม่มีวันยื้อยุดเอากาลเวลากลับคืนมาก็ตามทีหลายสิ่งหลายอย่างของวันสารเป็นความผูกพันเป็นรากฐานชีวิตของวันนี้
    ข้าวอ่อนๆ ในนาเบื้องหน้า เอนลู่ตามแรงลม ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๓ คนขี่ควายชมทุ่งไปตามคันนา ไกลออกไปควาย ๒ ตัว กำลังเล็มหญ้าอยู่ในทุ่ง มีนกเอี้ยงเกาะอยู่บนหลังของมัน เจ้านกเกาะนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วจึงบินผ่านสายตา…เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด…

    อ้างอิง
    นกพิราบขาว nokpirabkhaw.multiply.com/journal/item/4

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>